การทำค้างให้กับองุ่น

การทำค้างให้กับองุ่น

การทำค้างจะทำหลังจากที่ปลูกองุ่นแล้วประมาณ 1 ปี ซึ่งต้นองุ่นจะสูงพอดีที่จะขึ้นค้างได้ ค้างต้นองุ่นมีหลายแบบด้วยกันแต่แบบที่นิยมกันมากคือ ค้างแบบเสาคู่แล้วใช้ลวดขึง มีวิธีการและขั้นตอน ดังนี้

การเลือกเสาค้าง เสาค้างอาจใช้เสาซีเมนต์หน้า 3 นิ้ว หรือ 4 นิ้วก็ได้ เสาค้างซีเมนต์จะแข็งแรงทนทานอยู่ได้นานหลายปี แต่มีราคาแพงและหนัก เวลาทำค้างต้องเสียแรงงงานมาก ถ้าใช้เสาไม้ให้ใช้ไม้เนื้อแข็งขนาดหน้า 2×3 นิ้ว หรือหน้า 2×4 นิ้ว หรือเสากลมก็ได้ เสาควรยาวประมาณ 2.5- 3 เมตร หรือยาวกว่านี้ ซึ่งเมื่อปักลงดินเรียบร้อยแล้ว ให้เหลือส่วนที่อยู่เหนือดินประมาณ 1.50 เมตร

การปักเสา ให้ปักเป็นคู่ 2 ข้างของแปลงในแนวเดียวกัน โดยให้เสาห่างกัน 2 เมตร และเมื่อติดคานแล้ว ให้เหลือหัวไม้ยื่นออกไปทั้งสองข้างๆ ละ 50 เซนติเมตร (ดังภาพแบบที่ 1) ถ้าปักเสาห่างกัน 3 เมตร เมื่อติดคานบนแล้วจะพอดีหัวไม้ (ตามภาพแบบที่2) การติดคานเชื่อมระหว่างเสาแต่ละคู่ให้ใช้น๊อตเหล็กเป็นตัวยึด ไม่ควรยึดด้วยตะปูเพราะจะไม่แข็งแรงพอ ระยะห่างระหว่างเสาแต่ละคู่ประมาณ 10- 20 เมตร ยิ่งปักเสาถี่จะยิ่งแข็งแรงทนทานแต่ก็สิ้นเปลืองมากบางแห่งจึงปักเสาเพียง 3 คู่ คือ หัวแปลง กลางแปลง และท้ายแปลง และระหว่างเสาแต่ละคู่ให้ค้างไม้รวกช่วยค้ำไว้เป็นระยะๆ ซึ่งก็สามารถใช้ได้และประหยัดดีแต่ต้องคอยเปลี่ยนค้างไม้รวกบ่อย

การขึงลวด ลวดที่ใช้ทำค้าง ให้ใช้ลวดขนาดใหญ่พอสมควรคือ ลวดเบอร์ 11 ซึ่งลวดเบอร์ 11 หนัก 1 กิโลกรัม จะยาวประมาณ18 เมตร ให้ขึงลวดพาดไปตามคานแต่ละคู่ตลอดความยาวของแปลง โดยใช้ลวด 4-6 เส้น เว้นระยะลวดให้ห่างเท่าๆ กัน ที่หัวแปลงและท้ายแปลงให้ใช้หลักไม้ขนาดใหญ่ตอกฝังลงไปในดินให้แน่น แล้วใช้ลวดโยงจากค้างมามัดไว้ที่หลักนี้เพื่อให้ลวดตึง หลังจากขึงลวดเสร็จแล้วให้ตรวจดูว่าลวดหย่อนตกท้องช้างหรือไม่ ถ้าหย่อนมากให้ใช้ไม้รวกขนาดใหญ่ปักเป็นคู่ตามแนวเสาค้าง แล้วใช้ไม้รวกอีกอันหนึ่งพาดขวางผูกด้านบนในลักษณะเดียวกับค้าง เพื่อช่วยรับน้ำหนักเป็นระยะๆ ไปตลอดทั้งแปลง เพราะเมื่อต้นองุ่นขึ้นค้างจนเต็มแล้วจะมีน้ำหนักมากจำเป็นต้องช่วยรองรับน้ำหนักหรือค้ำยันไว้ไม่ให้ค้างหย่อน

การทำค้างองุ่น ที่นิยมกันมี 3 แบบ ดังนี้

1. การทำค้างแบบร้านสูง หรือร้านเตี้ย โดยใช้ไม้ระแนงตีเป็นร้านจะให้สูงหรือ เตี้ยก็แล้วแต่ความต้องการหรือจะใช้ลวดตาข่ายห่าง ๆ ขึงก็ได้ เมื่อองุ่นออกผลพวงองุ่นจะห้อยลงมาใต้ร้าน แต่ มีข้อเสียก็คือ ยากแก่การตัดแต่ง และการป้องกันโรค

 

2. การทำค้างแบบรั้ว วิธีการคือ ใช้เสาไม้หรือเสาซีเมนต์หรือเสาเหล็กปักเป็นแถวยาว เสาต้นแรกและต้นสุดท้ายต้องแข็งแรง เพื่อเป็นตัวยึดเหนี่ยวลวดในเวลาขึงจะได้มั่นคง ส่วนเสาตรงกลางจะเล็กบางก็ได้ความสูงของเสาเมื่อปักลงไปในดินแล้วให้เหลือความสูงไว้เท่ากับความสูงของคน หรือสูงกว่าเล็กน้อยการปักเสาห่างกันประมาณ 12 – 15 ฟุต การขึงลวดจะขึงกี่เส้นก็ได้ แต่ลวดเส้นล่างต้องสูงกว่าพื้นดินไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร ลวดที่ใช้ขึงจะใช้ลวด เบอร์ 9 หรือเบอร์ 10 หรือเบอร์ 11 ก็ได้แต่มือองุ่นมักชอบเกาะลวดเส้นเล็กมากกว่าลวดเส้นใหญ่ หากไม่ใช้ลวดขึงจะใช้ ไม้ระแนงแทนลวดก็ได้ แต่จะสิ้นเปลืองมากว่าการใช้ลวด  ข้อดี ของการทำค้างแบบรั้ว คือ สะดวกต่อการตัดแต่ง การบำรุงรักษา การป้องกันโรคและศัตรูพืช

 

3. การทำค้างแบบค้างเตี้ยเป็นรูปตัวที หรือรูปไม้กางเขน โดยใช้เสาไม้หรือเสาซีเมนต์ปักเป็นแถวให้สูงจากพื้นดิน 5 – 6 ฟุต ตอนบนของหัวเสาใช้ไม้ตีเป็นรูปไม้กางเขนยาว 1.00 – 1.20 เมตร สามารถขึ้นลวดได้ 3 – 4 แถว เพื่อให้เถาองุ่นจับเกาะค้าง แบบนี้ใบองุ่นสามารถรับ แสงแดดได้เต็มที่ ง่ายต่อการตัดแต่งและการป้องกันโรควัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ทำค้างองุ่น ไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุดังกล่าวเสมอไป จะใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ ไม้รวกก็ได้ตามความเหมาะสม ทั้งในด้านความสะดวกและการประหยัด


การทำไวน์แดงจากองุ่น

การทำไวน์แดงจากองุ่น

(สำหรับองุ่นแดง 15 ก.ก)
หาซื้อองุ่นได้ที่ตลาดไท ขายเป็นเข่งๆ ละ 15 กก. ราคาประมาณ กก. ละ 25-40 บาท ตามฤดูกาล

 

วันที่1
1.1 ทำความสะอาดอุปกรณ์
ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมน้ำหมัก ด้วยโปตัสเซียมเมตาไบซัลไฟท์ ( ละลายในน้ำที่ความเข้มข้น 1.5% โดยน้ำหนัก: 1.5% KMS, ทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที )
1.2 เตรียมน้ำหมัก
– ทำความสะอาดองุ่นโดยแช่ในน้ำผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต(Baking Soda : ผงฟู ) 1 ช้อนโต๊ะเป็นเวลา 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
– แยกองุ่นออกจากก้าน บี้องุ่นให้แตกด้วยมือ หรืออาจใช้เครื่องปั่น (ไม่ควรปั่นนาน เพราะเมล็ดองุ่นจะแตก ทำให้ไวน์ขม) ใส่ลงในถังพลาสติกอย่างดี ชนิดมีฝาปิด ขนาด 40 ลิตรขี้นไป
– ละลายน้ำตาลทราย 2 ก.ก ในน้ำร้อน 2 ลิตร ผสมลงในน้ำองุ่น (น้ำหมัก) แล้วเติมน้ำสะอาดอีก 2 ลิตร
– วัด S.G ซึ่งควรอยู่ระหว่าง 1.075-1.095
– * วัด pH และปรับค่า pH ให้อยู่ระหว่าง 3.1 – 3.5 ด้วยกรดทาทาริก (Tartaric Acid)
– – ใส่น้ำยากันเสีย 15 ซีซี (โปตัสเซียมเมตาไบซัลไฟท์ 10% ในน้ำ: 10%KMS) ผสมลงในน้ำหมัก
– ปิดฝาถัง ทิ้งไว้ 24 ช.ม

วันที่ 2
2.1 เติมอาหารยีสต์ : ละลาย DAP 1 1/2 ช้อนชา กับน้ำครึ่งแก้วใหญ่ เทผสมลงในน้ำหมัก คนให้เข้ากัน
2.2 เติมยีสต์: ค่อยๆโปรยยีสต์ EC1118 (5กรัม) ลง บน น้ำหมัก ไม่ต้องกวนหรือผสม ปิดฝาถัง

 

วันที่ 3
ตอนนี้ การหมักควรจะเริ่มต้นแล้ว จะมีเปลือกและกากองุ่น ลอยขึ้นมาอยู่ด้านบน ให้ใช้ ช้อนพลาสติกขนาดใหญ่ (ฆ่าเชื้อแล้ว) กดและกวนให้กากจมลง (ควรใช้เวลาไม่เกินครึ่งนาที)

วันที่ 4 และวันต่อๆมา
– ให้กวนกากองุ่น อย่างน้อย 3 –4 ครั้ง ทุกวัน
– เมื่อสังเกตเห็นว่า การหมักชะลอลง (โดยดูจากฟองกาซ เวลากวน) ซึ่งน่าจะอยู่ในระยะวันที่ 6 หรือ 7 ให้ทำการแยกน้ำหมักออกจากกาก โดยการกรองผ่านตะแกรงถี่ หรือถุงกรองที่ทำจากไนลอน (หรือใช้เครื่องแยกกาก หรือ Press ถ้ามี) ใส่น้ำหมักลงในขวดพลาสติก หรือขวดแก้วปากแคบ ขนาด 19 – 20 ลิตร (ขวดน้ำใหญ่)
(หมายเหตุ: หากต้องการไวน์ที่มีรสฝาดและสีเข้มขึ้น ให้รอต่ออีก 3 –4 วัน ก่อนทำการกรอง)
– ใส่แอร์ล็อคที่มีน้ำครึ่งหนึ่ง
– * วัด pH ซึ่งควรจะอยู่ระหว่าง 3.5 – 3.6 หากสูงกว่านี้ ให้ปรับ โดยเติมกรดทาทาริก (หรือ กรดผสม ทาทาริก+ มาลิก และซิตริก ในอัตรา 5:3:2)
– วัด S.G ซึ่งควรอยู่ระหว่าง 0.995 – 1.010

การหมักเสร็จสิ้นลงเมื่อ
1. ไม่มีกาซผ่านออกทางแอร์ล็อคอีกแล้ว
2. S.G อยู่ระหว่าง 0.992 – 0.995
3. ไวน์ไม่มีรสหวานแล้ว

- รอประมาณ 10 วันก่อนดำเนินการขั้นต่อไป

การแยกส่วนใส (Racking)
– ใส่น้ำยากันเสีย 15 ซีซี (โปตัสเซียมเมตาไบซัลไฟด์ 10% ในน้ำ: 10%KMS) ลงในขวด พลาสติคอีกใบที่ฆ่าเชื้อแล้ว
– ถ่ายส่วนใสโดยวิธีกาลักน้ำ พยายามอย่าให้กระทบกระเทือน ตะกอน และกากยีสต์ที่ก้นขวด
– ใส่แอร์ล็อค

การบ่มไวน์และการบรรจุขวด
– ไวน์ที่ได้น่าจะใสพอสมควร เมื่อทิ้งไว้อีกประมาณ 2 –3 สัปดาห์ ซึ่งจะต้องทำการแยกส่วนใสอีกครั้ง โดยใส่น้ำยากันเสีย 15 ซีซี ด้วย แล้วทิ้งไว้ 10 วันก่อนทำการบรรจุขวด ซึ่งก็เหมือนการแยกส่วนใส แต่เป็นการแยกไปใส่ในขวดไวน์ที่ฆ่าเชื้อแล้ว

- ไวน์ที่ได้ จะใสและมีรสชาดสมบูรณ์ขึ้น หากมีการแยกส่วนใสอีก 1 –2 ครั้ง ทุกๆ 2 เดือน ก่อนบรรจุขวด และสำหรับผู้ต้องการไวน์ที่ใสแจ๋วจริงๆ แบบที่จะไม่เกิดตะกอนอีกเมื่อเก็บไว้นานๆ ก็ควรต้องทำ Cold Stabilization** และใช้เครื่องกรองไวน์
– ให้ตั้งขวดไวน์ที่เพิ่งบรรจุใหม่ ในลักษณะตั้งประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะเก็บไวน์ในลักษณะนอน

ควรได้ไวน์ประมาณ 20-23 ขวดซึ่งมีแอลกอฮอล์ลประมาณ 12-13%

*หมายเหตุ : ขั้นตอน (*) อาจข้ามไปได้ในการทำครั้งแรกๆเพราะองุ่นที่มีขายมีระดับกรดค่อนข้างสูง
** Cold Stabilisation เป็นการเก็บไวน์ที่อุณหภูมิต่ำ -5 ถึง 5 องศาเซลเซียส เพื่อให้ โปตัสเซียมไบทาเทรด ตกตะกอน มิฉะนั้นอาจเกิดเกร็ดของสารนี้ในไวน์ที่บรรจุขวดแล้ว ไม่ว่าไวน์จะใสเพียงใดตอนบรรจุขวดก็ตาม


สายพันธุ์องุ่นหลัก

สายพันธุ์องุ่นหลัก

พันธุ์ขององุ่น หรือ Cultivar หรือ Cépage นั้นมีผลอย่างยิ่งในการผลิตไวน์ และการให้กำเนิดสิ่งที่เราเรียกกันติดปากว่า Body ต่อไปนี้ผมจะขอแยกกลุ่มเป็น 5 กลุ่มขององุ่นพันธุ์หลักในการผลิตไวน์ของประเทศฝรั่งเศส แน่นอนว่าคงจะไปนำมาทั้งหมด แต่คงจะเป็นส่วนหลักในไวน์ของย่านนั้น

Girondin 2007-09-27

 

พันธุ์องุ่นของ Méditerranéen

อากาศย่านนี้ค่อนข้างมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยและรวดเร็วทำให้ในการผลิตไวน์ผู้ผลิตจะเล่นกับการผสมหลากหลายเหล่าพันธุ์องุ่นด้วยกันทั้งนี้เพื่อ ลบล้างส่วนที่ไม่ต้องการให้ออกไปจากไวน์ของตน

องุ่นดำ

Grenacheจะให้สีเหมือนปลาซัลมอล และกลิ่นที่เรียกได้ว่าหอมหวาน กล่อมกล่มออกไปทางเปรี้ยวและอาจจะให้แอลกอฮอล์ค่อนข้างมากจนถึงขั้นที่เรียกว่า Corsé หรือ Robust ครับผม องุ่นชนิดนี้มักพบใน A.O.C. côtes-du-rhône et Chateauneuf-du-Pape และบางส่วนของมณฑล Languedoc

Carignanให้สีแดงกับไวน์แต่มักด้อยไปทางกลิ่น และทานินขององุ่นชนิดนี้ค่อนข้างหนัก ดังนั้นไวน์ที่ผลิตจากองุ่นพันธุ์นี้มักมีการนำไปรวมกับองุ่นที่ให้ความหวานและหอมเพื่อนลดระดับทานินที่รุนแรง

Cinsaultไม่ค่อยมีสี แต่กลิ่นจะหอมหวานออกไปทางพวกกลิ่นดอกไม้ (Floral) ค่อนข้างนุ่มในปากเนื่องจากทานินน้อย แต่หากไวน์เติบโตไปมักจะเจอลักษณะด้อยที่ได้มาจากพวกกลิ่นที่ทำปฎิกริยากับจุ๊กไวน์ องุ่นพันธุ์นี้จึงนิยมใช้ทำไวน์ Rosé หรือไวน์แดง Primeur ที่มักใช้ดื่มอย่างรวดเร็ว

Mourvèdreให้ผลที่น่าพอใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งแถวเมือง Bandol ou Chateauneuf-du-Pape ไวน์จะมีสีเข้มและทานินรุนแรง ทางกลิ่นจะออกมาให้สัมผัสหลังจากมีเก็บไว้นานอย่างน้อย 18 เดือนซึ่งจะออกไปทาง กลิ่นธรรมชาติ พวกผักต่างๆ กลิ่นหนัง หรือแม้แต่กลิ่นพริกไทย ซึ่งไวน์ที่ทำจากองุ่นชนิดนี้จะมีแนวโน้มไปทาง ไวน์เพื่อเก็บ

Syrahถึงพระเอกที่คอไวน์คนไทยคงรู้จักกันดี เพราะในพวกไวน์อายุน้อยองุ่นชนิดนี้จะให้กลิ่นออกดอกไม้หอมและรสหอมหวานของเหล่าผลไม้ต่างๆ บางทีอาจสัมผัสถึงเหล่ากลิ่นพริกไทย และหนังซึ่งจะออกมาหลังจากมีการเก็บไว้ระยะหนึ่ง ทานินที่เริ่มจะบ่งบอกในไวน์ที่มีอายุและมีส่วนผสมขององุ่นพันธุ์นี้จะไม่ค่อยพบปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง Oxidation

องุ่นขาว

Clairetteให้ไวน์ที่มีแอลกอฮอล์สูงและค่อนข้างเข้มข้น ทำให้เป็นส่วนประกอบหลักของไวน์ขาว

Ugni Blanc ให้ไวน์ที่ไม่ค่อยมีกลิ่น ออกไปทางเปรี้ยวและจบเร็ว ทำให้รสหวานไม่ค่อยออกมา

Grenache Blanc ให้ไวน์ที่มีกลิ่นและรสผลไม้และรสนุ่มนวล

Bourboulencให้ไวน์ที่สดชื่น (เปรี้ยวอ่อนๆ) และกลิ่นผลไม้ค่อนเด่นชัด

Roussanneให้ไวน์ที่มีรสชาติผลไม้ชัดเจนและ แอลกอฮอล์รุนแรง

Marsanneให้ไวน์ค่อนข้างปิดสำหรับไวน์ใหม่และกลิ่นผลไม้จะออกมาเมื่อหลังจากการเลี้ยงไวน์ ออกไปทางขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง รสชาติจะกลมกล่ม

Viognier องุ่นพื้นบ้านของย่าน Condrieu ที่จะให้กลิ่นรุนแรงกับไวน์ใหม่ออกไปทางพีช รสชาติค่อนข้างหวานถึงหวานมาก หากเป็นส่วนประกอบในไวน์ที่ต้องเก็บไวน์นานจำเป็นต้องระมัดระวังในการผลิตเพื่อไม่ให้กลิ่นที่ต้องการออกมามากเกินไป

พันธุ์องุ่น Bordeaux

องุ่นดำ

Merlotตัวเอกของไวน์ย่านนี้ที่ให้สีที่เรียกว่า Bordeauxกับไวน์แดงและรสชาติที่กลมกล่อมกับกลิ่นผสไม้ กลิ่นธรรมชาติ กลิ่นหนังที่แต่งเติมไวน์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ ทานินที่ไม่มากจนเกินไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ปลูกจากดินทราย หรือ ปูนทราย แถว Saint-Emilion และ Pomerol และจะน้อยลงมาอีกแถวย่านที่ดินเป็นดินเหนียว แถว Médoc และ Graves

Cabernet francกลิ่นหอมออกไปทางผักและผลไม้สีแดง ทานินค่อนข้างนุ่มซึ่งจะขึ้นอยู่กับย่านที่ปลูกเช่นเดียวกัน

Cabernet sauvignonกลิ่นไวน์ที่หอมนั้นจะเปลี่ยนไปหลังจากมีการเลี้ยง ซึ่งอาจถึงขั้นรุนแรงหรือนุ่มนวลนั้นขึ้นอยู่กับวิธีผลิต กลิ่นจะออกไปทางหนัง ยาสูบ และเป็นพันธุ์องุ่นหลักของ Médoc และGraves

องุ่นขาว

Sémillonพันธุ์องุ่นที่อ่อนไหวต่อ Rot หรือ เห็ดราที่ใช้ทำไวน์แถว Sauternes

Sauvignonให้ไวน์ขาวคุณภาพกับสีทองสดใส เป็นองุ่นที่เรียกว่า นานาชาติเนื่องจากเราพบไปทั่วโดยเฉพาะอย่างยิ่งแถว Australia ย่านที่เราเรียกว่า สวรรค์ของพันธุ์องุ่นชนิดนี้ที่ให้ผลอย่างน่าตกตลึง ไวน์ที่ได้จึงจะเบาบางและนุ่มนวล สดชื่นและหอมกลิ่นดอกไม้สีขาว ใบของเชอรรี่ กลิ่นหินปืน

 

พันธุ์องุ่นของ Val de Loire

องุ่นขาว

Chenin องุ่นที่เราให้ผลได้สองทางขึ้นอยู่กับวันเก็บเกี่ยว หากเราเก็บเกี่ยวตอนสุกเต็มที่ไวน์ที่ได้เบาและกลิ่นจะหอมไปทางดอกไม้ หากรอไปอีกหน่อยค่อยเก็บ เราจะสามารถใช้ทำไวน์หวานซึ่งเก็บไว้ได้นานที่รู้จักกันดีก็จะเป็นแถว coteaux-du-layon, quarts-de-chaume

            Muscadetไวน์จะอ่อน ค่อนข้างเปรี้ยวออกไปทางผลไม้เอเชีย

พันธุ์องุ่นของ Burgundy

องุ่นดำ

Gamayองุ่นที่ใช้ทำไวน์ที่รู้จักกันดีในนาม Beaujolais ที่ให้กลิ่นหอมของผลไม้สีแดง กลิ่นกล้วย รสชาติเปรี้ยวและนุ่มนวล แต่หากมีการเลี้ยงในถังนานขึ้นไว้จะมีลักษณะออกไปทางหนักแน่น มีเนื้อซึ่งบางครั้งเราสามารถเคี้ยวได้

Pinot Noirพันธุ์องุ่นชนิดนี้ให้กลิ่นได้มากมายขึ้นอยู่กับการเลี้ยง เนื่องจากหากเลี้ยงดีก็จะได้ไวน์ที่หอมหวานกลมกล่อม หรือตรงกันข้ามไวน์ออกไปทางกลิ่นหนังสัตว์ พันธุ์องุ่นชนิดนี้มักให้ผลผลิตดีในย่านที่เรียกว่า Côte d’or ดินเหนียวปนทราย และเป็นส่วนประกอบสำคัญของ Champagne

องุ่นขาว

Chardonnayให้ไวน์กลิ่นหอมออกไปทางดอกไม้ซึ่งจะมีการพัฒนาหลังจากการเลี้ยงไวน์ไปทางกลิ่นที่ค่อนข้างหนักแน่น แบบกลิ่นขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง พริกไทย รสชาติโดยเฉพาะในไวน์ Chablis จะออกไปทางเปรี้ยวและกลมกล่อมของเนย โดยเฉพาะจากย่าน Meursault และ Montrachet

Aligotéองุ่นพื้นบ้านอีกชนิดที่ให้ไวน์ขาวธรรมดา ไม่ค่อยมีกลิ่นและสมควรที่จะดื่มอย่างรวดเร็ว

พันธุ์องุ่น Alsace

Muscat ตัวนี้คงไปต้องบอก เอเชียชอบทุกคน

Riesling (21,9 % ขององุ่นหลักแถวนี้ครับ) เป็นองุ่นที่ใช้มากที่สุดในย่านนี้ครับในกลิ่นออกธรรมชาติ ดอกไม้และเปรี้ยวเฉพาะขององุ่นพันธุ์นี้หากเจอในไวน์หวานจะเป็นไวน์ที่ balance ดีเป็นพิเศษ และราคาจะแพงเป็นพิเศษเช่นกัน

(Tokay) Pinot Gris หลายคนคงเข้าใจว่าทำไมผมวงเล็บไว้นะครับ อย่างไรก็ตามขอแจ้งอีกทีว่า คำว่า Tokay นี่ ต่อไปนี้จะใช้เฉพาะ ไวน์ฮังการี่เท่านั้น ไวน์ที่ทำจากองุ่นพันธุ์นี้นะครับ เราเรียกภาษา oenologue ว่า opulent ผมไม่ทราบคำไทยชัดเจนอาจจะแปลเหมือนกับ รสชาติออกผลไม้รมควัน กินกะ foie gras อร่อยดี

Gewurtztriminer อันนี้คงไม่ต้องพูดมากอีกเช่นกัน กลิ่น กะรสคงจะไม่พ้นลิ้นจี้บ้านเรานี้แหละครับ แต่ถ้าขี้นระดับ VT หรือ SGN ก็คงไม่ต้องพูดว่าน่าสนใจเช่นไรเนอะ

Sylvaner ให้ไวน์ทีสดชื่น นิ่ง กลิ่นผลไม้มากไม้บางทีอาจมีรสของก๊าซ CO2 ซึ่งนิยมดื่มกันในนามไวน์ดื่มเร็ว

Pinot Blanc พวกนี้ชื่อคงบอกนะครับแตกมาจากพันธุ์เดียวกับ Tokay ข้างต้นแต่ก็จะเป็นไวน์ระดับกลางส่วนใหญ่

วิโรจ

องุ่น Pinot Noir เนี่ย อย่างที่เรา ๆ ทราบกันคือ เป็นองุ่นหลักของเบอกันดี เป็นองุ่นผิวบาง ลูกเล็ก เลี้ยงยาก ปลูกลำบาก ใจเสาะ ขี้โรค

อย่างที่เคยเล่าไว้ใน “อยากรู้เรื่องสายพันธุ์” ว่า

“ส่วน Pinot Noir องุ่นหลักของ Burgundy มีข้อกังขาอยู่ว่า Cross ระหว่าง Pinot Meunier กับ Traminer แต่ยังไม่ได้ข้อสรุป บ้างก็ว่า Pinot Meunier เป็น Hybrid ของ Pinot Noir ก็มี”

ก็ยังแนวความคิดเพิ่มเติมอีกว่า Pinot Noir, Pinot Gris และ Pinot Gris มัน DNA ตรงกันเป๊ะอีก ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า…ใครเป็นต้นธาร

สำหรับ Character หลักของ Pinot Noir นั้น สีจะออกแดงสดใส บาง ไม่เข้มลึก ให้กลิ่นหอมสดชื่นของผลไม้แดงเปลือกบาง…สายลูกพลัม ลูกไหน กลิ่นท้องทุ่งธรรมชาติ เมื่อยัง Young จะให้ความเปรี้ยวสดด้วยแอซิดที่สูง ว่ากันคร่าว ๆ แล้ว เห็นสีบาง ๆ แบบนี้ในไวน์ที่มีคุณภาพ เนื้อจะสามารถแสดงเนื้อเต็ม (Full-Bodied) ทำเอาคอ Bordeaux ตกม้าตายกันมานักต่อนักแล้ว ด้วยความเข้าใจผิดว่า เนื้อบาง…อะไร ๆ ก็ต้องบาง ซึ่งไม่ใช่เลย

LGR

คำถามนี้ยากจริงๆครับ… ที่เคยได้ยิน เค้ามักจะบอกกันว่า องุ่น gamay ไม่สามารถมีศักยภาพด้านคุณภาพสูงเหมือนองุ่น pinot noir… ส่วนเรื่องคาแร็กเตอร์นั้น ที่นึกออกหลังอ่านความเห็นพี่วิโรจก็คือ ผมไม่เคยดื่มองุ่น gamay ที่เป็นฟูลบอดี้เลยครับ แต่สำหรับ pinot noir นั้นเคย… ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะตัวองุ่น หรือเป็นเพราะกระบวนการผลิตครับ…

วี

Gamay เป็นองุ่นเบอร์กันดีเช่นกัน ปลูกมากแถบโบโฌเลย์ ตามพระราชดำริของกษัตริย์ฝรั่งเศสองค์หนึ่ง(ขออภัยจำชื่อไม่ได้) ที่สนับสนุนให้ชาวบ้านแถบนั้นบำรุงองุ่นพันธุ์นี้ ซึ่งเป็นองุ่นที่ให้น้ำไวน์ใส แต่กลิ่นหอมหวานชวนดมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งกลิ่นขนม ลูกอม ลูกกวาด หมากฝรั่งเติมสีเด็กเคี้ยว กล้วยหอม ฯลฯ ระรื่นชวนดมเป็นยิ่งนัก แต่ดื่มอย่างไรก็ไม่สะใจหากท่านเป็นพวก Hardcore อำมหิต

Garganega เป็นองุ่นเขียวที่ปลูกมากแถบเวเนโต้ของอิตาลี เป็นส่วนผสมในไวน์ขาว Soaveร่วมกับ เทร็บบิยาโน ตามที่คุณวิโรจได้เคยชี้แจงไว้ครับ กลิ่นรสก็ประมาณ มะนาว ซิตรัส อัลมอนด์ เทือกๆนั้น

แต่พอออกมาเป็นSoaveเท่าที่ดื่มมาอัลมอนด์ก็ไม่ได้เด่นชัดอะไรมากครับ มันจะออกอารมณ์สดชื่นซะมากกว่า ซึ่งน่าจะเป็นเพราะเทร็บบิยาโน (หรืออุญญิ บลังค์)เป็นองุ่นที่ฟรุตตี มีเอสิดสูง (จนต้องเอาไปทำคอนญัค)

Cortese เป็นองุ่นพื้นเมืองของปิเอมอนเต้ (เพียดมอนต์) ใช้ทำ Gavi ตามที่คุณวิโรจเคยกล่าวไว้ ให้กลิ่นค่อนข้างหลากหลายตั้งแต่ เลมอน แอปเปิล แพร์ ซิตรัส หญ้าตัด ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีปลูกในลอมบาร์ดิ และเริ่มมีผู้เอาไปปลูกนอกอิตาลีบ้างแล้วครับ

Moscato Bianco เป็นองุ่นเขียวหลักของแคว้นเพียดมอนต์ ไวน์ที่โด่งดังก็คือ มอสคาโต้ ดัสติ Moscato d’Asti เป็นไวน์มีฟอง spumante หอมหวนชวนดมอมดูด ด้วยผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว และดอกไม้นานาพันธุ์ สุดยอด erotic เอ้ย… aromatic เขาเล่าว่าบางคนเรียกว่า poor man’s champagne (อีกแระ คราวที่แล้ว ก้อ poor man’s Barolo ไปทีแระ)

Refosco ถ้าจำไม่ผิดชื่อจริงจะยาวมากประมาณว่า รีฟอสโก้ ดาล เปดุนชูโล่ รอซโซ่ สบายหนุ่ม อะไรประมาณนี้แหละ เป็นองุ่นดำพื้นเมืองแถบๆ ฟริอูลี่ ภาคอิสานบ้านเลี่ยน องุ่นชนิดนี้ให้เนื้อน้ำดี และแทนนินสูง สามารถเก็บบ่มได้นาน ทั่วๆไปได้รสของ พลัม และพวกเบอร์รี่ แดงๆดำๆ เขาเล่ากันว่า(อีกแระ) ถ้าเก็บไว้นานๆ ลูกหลานมาดื่มแล้วจะมีการพัฒนาทางกลิ่นรสที่ดียิ่งขึ้น แต่ไม่เคยได้ชิมตอนที่มันหงำเหงือกซ้ากที เพราะแถวนี้หาซื้อยาก เอ… ถ้าจำไม่ผิดคุณวิโรจเคยเอามาลงไว้ใน wod นะครับ ลองไปเปิดดูนะครับ

Pignolo องุ่นแถบเวเนเซีย จูเหลี่ยนี่แหละครับ เกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่โชคดีที่ได้ผู้ผลิตบางรายทำพันธุ์ไว้ เห็นเขาว่า ให้น้ำไวน์เข้มลึก แซมมาด้วยเครื่องเทศ แต่อย่างว่าแหละครับหาทานยาก เลยไม่ได้ชิมซะที

Aglianico มีตัวนี้แหละที่หลุดมาทางใต้หน่อย Aglianicoเป็นองุ่นที่นำมาทำไวน์เตาราซี่ Taurasi ของคัมปาเนีย และAglianico del Vulture จาก Basilica (ที่เขาเรียกกันว่า Barolo of the South) ด้วย เป็นเพชรของทางใต้โดยแท้ น้ำไวน์เข้มลึกทึบทึน แทนนินอำมหิต ตัวหนาบึกๆ เก็บบ่มไว้ได้นานปี ให้กลิ่นรสหลากหลาย เช่น ผลไม้ดำ ช็อคโกแล็ตดำ ควันดำ อะไรๆก็ดำ ฯลฯ (โอว… เตี้ยล่ำดำบึกถูกใจใคร) อายานนิโก้ บ่งบอกถึงความเป็นกรีกได้อย่างดี เพราะสมัยบุราณนานมาเขาเรียกพวกเฮเลนิค Helenic (กรีก) ว่า Ellenico

Frontignac เป็นองุ่นดำที่ไม่ดำ ชื่อจริงคือ Muscat a petit grains เนื่องจากความเข้มข้นของสีมันต่ำเกินคาดสะอาดเกินใคร ก็เลยตกลงปลงใจออกมาเป็นไวน์ขาวทั้งหวาน และ ไม่หวาน สีไวน์ เหลืองทอง กลิ่นหอมหวนด้วยดอกไม้ น้ำหอม เครื่องเทศ เป็น อีโรติค(อโรมาติค!! มุกเก่าอีกแระ) ไวน์ ซึ่งแต่ละตัวก็จะต่างกันไปตามประเภทไวน์ของมัน

Trebbiano เป็นองุ่นขาวที่ปลูกกันมากๆๆในอิตาลีเพราะปลูกง่ายให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคได้ดี แต่ที่ผมบอกว่าขาดความใส่ใจนี่เป็นเพราะเมื่อก่อนนี้ตอนผมชิมเตร๊บบิยาโน่ครั้งแรกรู้สึกมันเบๆไม่ประทับใจ ที่ชอบหน่อยก็ Est! Est!! Est!!! ซึ่งผสมกับแวร์ดิคคิโอ ตัวเนี้ป็นไวน์ที่ประวัติยาวนานและน่าสนใจซึ่งเป็นที่มาของชื่อครับ เตร๊บบิยาโน ทั่วๆไปมักให้กลิ่นรสฟรุ๊ตตี้ เป็นไวน์ขาวที่เน้นความสดชื่น แจ่มใส เหมาะกับหน้าร้อน และซีฟู้ด ที่ฝรั่งเศสเขาเรียกว่า Ugni Blanc

วิโรจ

Pinot Grigio ที่ปลูกใน Lombardy อิตาลี แล้วก็แพร่หลายใน Alto Adige กับ Emilia-Romagna …นี่เป็น Clone ของ Pinot Gris ที่ปลูกในฝรั่งเศส แล้ว Pinot Gris ก็คุยกันว่าเป็น Mutant ของ Pinot Noir อีกที …Character เหรอ มันหลากหลายอยู่ครับ ผมไม่กล้าตอบ เพราะเป็นองุ่นขาวที่ผมไม่ชอบเอาเสียเลย มันเบา ๆ เปรี้ยว ๆ …Nobody หมายถึงไม่มีโครงเนื้อ เอาไว้ล้างปาก ฯ

Pinotage เป็น Cross ระหว่าง Pinot Noir กับ Cinsault ครับ ถือกำเนิดและเติบโตได้ดีที่อัฟริกาใต้ เป็นองุ่นสุกเร็ว ให้สีเข้มลึกข้น เนื้อละเอียดแต่แทนนิค ให้กลิ่นซับซ้อนแบบแปลก ๆ บ้างว่าเป็นกลิ่นดอกไม้สายกระพ้อ บ้างว่าเหมือนฟางเน่า บางคนบอกเหมือนขี้ช้าง

การเลี้ยงเถาองุ่น การตัดแต่ง

การเลี้ยงเถาองุ่น การตัดแต่ง

องุ่นที่ปลูกในเมืองไทย มีอายุการออกดอกติดผลเร็วกว่าองุ่นที่ปลูกในต่างประเทศ เพราะจะออกดอกติดผลได้ภายในระยะเวลา 1 ปี ดังนั้นการตัดแต่งจะกระทำได้เมื่อองุ่นที่ปลูกมีอายุเพียง 7 – 8 เดือน แต่ทั้งนี้ก็ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ที่ปลูก ดินฟ้า อากาศและชนิดพันธุ์ที่ปลูกประกอบด้วยการแต่งและตัดเถาองุ่น แบ่งได้ 2 ประการ คือ

 

1. แต่งและตัดเพื่อให้องุ่นที่ปลุกแตกกิ่งก้านสาขาได้รูปทรงเข้ากับหลักหรือค้างที่ทำไว้

2. แต่งและตัดเพื่อบังคับให้องุ่นแตกกิ่งออกดอกติดผลตามความต้องการ การแต่งและตัดตามข้อ 1 เพื่อให้ได้รูปทรงตามความต้องการ ต้องดำเนินการตั้งแต่
ปลูก หากองุ่นที่ปลูกไม่แข็งแรงให้ตัดต้น เหลือตาเพียง 2 – 3 ตา เมื่อแตกกิ่งจากตาแล้ว ตัดกิ่งออกเหลือกิ่งที่ แข็งแรงเพียง 1 กิ่ง เพื่อใช้เป็นเถาใหญ่ ต้องคอยเด็ดกิ่งแขนงข้าง ๆ ออกให้เหลือแต่ยอดเถาเดียว ผูกเถากับค้างหรือหลัก ให้ยึดเกาะเมื่อเถาเจริญเติบโตเป็น สีน้ำตาล ก็ตัดยอดหรือปลายของเถานั้นตามความต้องการตามปกติจะต้องตัดเหลือแค่ ลวดเส้นล่าง องุ่นจะแตกกิ่งจากตาปลายแถวเป็นหลายกิ่ง เลือกตัดให้เหลือ 1 – 2 กิ่ง ซึ่งจะเป็นแขนงขององุ่น มัดกิ่งแขนงนี้เข้ากับค้างตามความต้องการการแต่งและตัด

 

ตามข้อ2 พื่อบังคับให้ออกผลนั้นต้องดำเนินนการเมื่อองุ่นขึ้นค้างเข้ารูปทรง

ตามข้อ 1 แล้ว วิธีการคือ เมื่อกิ่งแขนงเจริญเติบโตจนยาวให้ตัดยอดของแขนงนั้นออก เหลือไว้ ตามที่ ต้องการโดยคำนึงถึงระยะของต้น ขนาดของค้าง และหลักที่ทำไว้ซึ่งกำหนดไว้ว่า จะมีตาแตกจากแขนงนี้กี่ตา เมื่อตาบนแขนงนี้แตกเป็นกิ่งเจริญเติบโตจนเป็นกิ่งแก่มีสีน้ำตาล ให้ตัดกิ่งให้สั้นเป็นตอกิ่ง มีตาเหลือ 2 – 3 ตา เพื่อให้เกิดกิ่งจากตาของตอกิ่งที่เหลือไว้ กิ่งที่เกิดเมื่อสมบูรณ์แข็งแรงจะออกดอกติดผลเมื่อออกผลแล้วต้องเลี้ยงกิ่งนี้ไปจนเป็น กิ่งแก่จึงตัดให้สั้นเข้าเหลือตาไว้ 2 – 3 ตา เพื่อให้เป็นตอกิ่ง ซึ่งจะแตกกิ่งต่อไป และกิ่งที่แตกนี้เจริญเติบโตแข็งแรงก็จะออกดอกติดผลการตัดแต่งกิ่ง ถ้าเห็นว่างอกกิ่งมากเกินไป ควรตัดออกบ้างเพื่อมิให้แยกอาหาร กิ่งที่ตัดออกนี้หากเป็นกิ่งแก่สามารถนำไปปักชำเป็นพันธุ์ต่อไปการเด็ดตาตาที่แตกเป็นกิ่งซ้อนขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่มีประโยชน์ควรตัด ทิ้งยิ่งเห็นว่าเป็นตาที่ไม่สมบูรณ์ควรรีบตัดทิ้งไปการตัดมือความจริงมือขององุ่นมีไว้เพียง เพื่อยึดเกาะรับน้ำหนักของกิ่ง ถ้ามากเกินไปควรตัดทิ้ง หากปล่อยไว้ก็จะแย่งอาหาร และเมื่อองุ่นตายจะแกะมือออกค่อนข้างยากอายุการตกผลและการเก็บผลองุ่นตามปกติ องุ่นจะตกผลปีละครั้ง สำหรับองุ่นในเมืองไทย หากต้นแข็งแรงเจริญเติบโตดีจะให้ ผลในระยะ 1 ปี การตกผลจะราวต้นเดือนกันยายน – ตุลาคม และแก่เก็บได้ราวปลาย เดือนธันวาคม – มกราคม สำหรับองุ่นที่ตกผลปีละ 2 ครั้งนั้นจะตกผลในเดือนกันยายน ถึง เดือนตุลาคม ผลจะแก่เก็บได้ ในเดือนธันวาคม – มกราคม และจะตกผลในครั้งที่สองเดือน กุมภาพันธ์ ผลจะแก่เก็บได้ในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์การบำรุงรักษาสภาพพื้นที่รวมทั้งดินฟ้าอากาศอายุขององุ่น หากบำรุงรักษาเป็นอย่างดี สามารถ จะออกผลได้นานถึง 50 – 60 ปี ส่วนการที่องุ่นจะเริ่มตกผลเมื่ออายุ 1 ปีนั้นจะเกิดขึ้น เฉพาะองุ่นที่ขยายพันธุ์ด้วยการตัดกิ่ง ปักชำ ติดตา ทับกิ่ง ต่อกิ่งและตอนส่วนการ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดจะตกผลเมื่ออายุ 3 – 4 ปี

ต้นนองุ่นให้ผลผลิตน้อยลงและไม่เป็นที่ต้องการของเจ้าของไร่เมื่อครบกำหนดอายุไขก้อจะถูกทำลายลง

การเก็บเกี่ยวองุ่น

การเก็บเกี่ยวองุ่น

ต้นองุ่นเมื่อปลูกแล้วจะอยู่ได้ประมาณ 15  ปี แต่จะให้ผลผลิตได้ดีที่สุดในช่วง 8 ปีแรก เมื่อเริ่มมีการปลูกองุ่นในช่วงแรกให้เริ่มนับตั้งแต่นำต้นองุ่นลงหลุมไปประมาณ 8 เดือน จึงจะสามารถเก็บองุ่นได้   องุ่น 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 3 ครั้ง  หลังจากที่เก็บองุ่นในช่วงแรกไปแล้วการที่จะเริ่มเก็บองุ่นในช่วงต่อไปนั้นจะเริ่มเก็บได้อีกใน 3-4 เดือนข้างหน้า หรือ 120 วัน องุ่น 1 ต้นจะให้ผลผลิตได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัม และก่อนที่จะเริ่มมีการเก็บองุ่นทุกครั้งจะต้องมีการฉีดยาด้วย พอหลังจากฉีดยาไปแล้ว 7 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้เลย

 

วิธีเก็บ

ใช้กรรไกรค่อย ๆ ตัดพวงองุ่นจากเถาอย่าใช้มือดึง เมื่อตัดแล้วใส่กระบะหรือถาด นำไปเก็บไว้ในห้องเย็นจะอยู่ได้นาน

 

การเก็บผลองุ่น
ระยะเวลาการเก็บผลองุ่นจะกำหนดให้แน่นอนทำได้ยาก รวมทั้งการเก็บผลก็แล้วแต่ ประโยชน์ที่จะนำไปใช้ เช่น รับประทานสด ตากแห้งหรือทำเหล้าองุ่นต้องใช้ ดุลยพินิจและความชำนาญและฤดูกาล อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตบางประการนำมา     ประกอบการพิจารณาในการเก็บผล ดังนี้
1. แสดงสีตามพันธุ์ออกมา เช่น สีเขียว   เมื่อแก่ และสุกก็จะเป็นสีขาว
2. รสและกลิ่นหอมหวาน
3. เนื้ออ่อนนุ่ม
4. ขั้วเปลือกจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล
5. ผลดึงหลุดจากพวงได้ง่าย
6. เมล็ดล่อนจากเนื้อเป็นสีน้ำตาล นอกจากนี้ อาจจะใช้วิธีเก็บมาชิมเพราะองุ่นบางพันธุ์เมื่อตัดแล้วนำมาแขวนทิ้งไว้สัก 2 – 3 วัน จะมีรสหวานขึ้น แสดงว่าองุ่นแก่และสุก สามารถเก็บได้

 

โรคศัตรูและการป้องกันรักษา

โรคศัตรูและการป้องกันรักษา

องุ่นนับได้ว่าเป็นผลไม้ที่มีโรคและศัตรูมารบกวนมากมาย ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของท้องถิ่นและดินฟ้าอากาศที่ปลูกองุ่นโรคองุ่นในเมืองไทยที่พบส่วนมากเกิดจากเชื้อราต่าง ๆ ดังนี้

1. แอนแทรคโนส หรือแบล็ค สปอท (Anthracnos or Black Spot)
จะเกิดที่ตรงยอดและใบอ่อนทำให้ยอดหงิก เป็นจุดสีน้ำตาลไหม้หรือจุดดำ กิ่งจะเฉา และองุ่นจะตายในที่สุด วิธีป้องกันคือ ตัดส่วนที่เป็นโรคและเผาไฟทิ้ง

2. ดาวนี มิลดิว ( Zdowny Mildew)
เป็นเชื้อราที่ทำลายกิ่งและใบอ่อน โดยจะเกิดรอบช้ำ ๆ บนใบและท้องใบเป็นหย่อม ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นจุดกลมสีขาวที่ท้องใบ เมื่อแก่จะแตกเป็นละอองปลิวไปติดส่วนอื่น ๆ ซึ่งจะทำลายส่วนนั้นให้เสียหาย ต้นองุ่นจะอ่อนแอ กิ่งแห้งและตาย เมื่อพบโรคนี้ให้ตัดส่วนที่เป็นโรคเผาไฟทิ้ง

3. พาวเดอร์ มิลดิว (Powder Mildew)
เชื้อราชนิดนี้จะทะลายใบอ่อน ดอก และผล โดยเป็นจุดสีเทาแก่ เมื่อแตกจะเป็นละอองปลิวไปทำลายส่วนต่าง ๆ ทำให้องุ่นไม่เติบโต ดอกผลไม่ติด การป้องใช้กำมะถันผงหรือกำมะถันละลายน้ำพ่นเป็นละอองให้ทั่ว ทั้งนี้ ควรใช้กำมะถันละลายน้ำผสมกับยาบอร์โดมิกซ์เจอร์ พ่นทุกเดือนจะเป็นการป้องกันได้เป็นอย่างดี

ศัตรูขององุ่นมีทั้งแมลงและอื่น ๆ ซึ่งได้แก่

1. ไส้เดือนฝอย
เป็นไส้เดือนที่เล็กมาก จะลายรากและอุดทางเดินของอาหาร ทำใหองุ่นเฉาแห้งและตายในที่สุด การกำจัดใช้ยาคลอร์เดนออลดรีน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 2 แกลลอน รดบริเวณโคนต้น ส่วนการป้องกันให้รดน้ำยานี้ที่โคนต้น สัปดาห์ละ 4 ครั้ง

2. หนอน
กัดกินใบมีหลายชนิด หากพบน้อยก็จับทำลายให้หมด ถ้ามากใช้วิธีการฉีดยา

3. แมลงปีกแข็ง
จะกัดกินใบองุ่นให้เสียหาย ป้องกันและกำจัดโดยใช้ยา

4. ตั๊กแตน
จะกัดกินยอดอ่อนของกิ่งที่กำลังแตกตาใหม่ ๆ ป้องกันและกำจัดโดยใช้

5. หนอนผีเสื้อ
ซึ่งจะม้วนตัวอยู่ในใบและจะกัดกินใบ ป้องกันและกำจัดโดยใช้ยา

6. เพลี้ยต่าง ๆ
จะเกาะตามใบและต้นโดยจะดูดน้ำกิน จนกระทั่งต้นองุ่นตาย ใช้ยา

7. แมงมุมแดง
มีขนาดตัวเล็กมากจะเกาะกินและดูดน้ำในใบ ทำให้ใบเหลือง ร่วงหล่นไป การป้องกันรักษาใช้กำมะถันผงหรือกำมะถันละลายน้ำ
ฉีดพ่นตามใบสลับกับพาราไธออนหรือคลอร์เดน

8. ปลวก
จะกัดกินราก การกำจัดทำได้โดยพรวนดินที่โคน ใช้ยาดีลดรีน น้ำราดลงในดิน และหมั่นตรวจดูแลอยู่เสมอ

9. นก
จะคอยรบกวนผลองุ่นที่ใกล้จะสุกโดยจิกกิน ควรใช้ลวดตาข่ายหรือถุงพลาสติก หรือใบตองแห้งห่อพวงองุ่นไว้


การบำรุงรักษาองุ่นหลังปลูก

การบำรุงรักษาองุ่นหลังปลูก

การปลูกองุ่นก็เช่นเดียวกันกับการปลูกพืชอื่น ๆ แต่การบำรุงรักษาองุ่นนั้นค่อนข้างจะมากกว่าพืชชนิดอื่น ๆ ในการบำรุงรักษาองุ่นที่ปลูกนั้น มีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้

1. การให้ปุ๋ย
ตามปกติพืชทั่ว ๆ ไปจะต้องการอาหารแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญ 3 ชนิด คือ ธาตุ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียม ดังนั้น เมื่อผู้ปลูกสังเกตเห็นว่าองุ่นที่ปลูกแสดงอาการผิดปกติ ก็ต้องแก้ไขโดยการเพิ่มอาหาร แร่ธาตุต่าง ๆ ตามที่ปรากฏ เช่น เมื่อขาดธาตุไนโตรเจน ลักษณะของลำต้นจะแคระแกร็น ใบและลำต้นจะสีเหลืองซีด การเจริญเติบโตช้า แต่ถ้ามากเกินไปใบจะสีเขียวจัด ก้านเปราะ ผลสุกช้า หากขาดธาตุฟอสฟอรัส รากจะไม่เจริญเติบโต แคระแกร็น ใบสีเขียวเข้ม ผลแก่ช้ากว่าปกติ และหากขาดธาตุโปแตสเซียม จะเจริญเติบโตช้า เส้นใบและขอบใบมีสีเหลือง ริมใบมีสีน้ำตาล ปล้องจะถี่หรือระหว่างข้อสั้น
เมื่อองุ่นที่ปลูกปรากฏอาการดังกล่าว จะต้องแก้ไขโดยการเพิ่มอาหารที่ขาดไป ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ควรใช้ปุ๋ยจำพวกอินทรียวัตถุใส่เป็นประจำ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เป็นต้น
ขณะเดียวกันควรหมั่นพรวนดินระหว่างแถวด้วยจอบหรือเครื่องทุ่นแรง นอกจากจะปราบวัชพืชแล้ว ยังเพิ่มปุ๋ยพืชสดให้กับดินอีกด้วยและเป็นการลดการระเหยของน้ำในดิน

2. การให้น้ำ
แม้ว่าองุ่นจะไม่ชอบดินแฉะแต่ก็ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำน้ำไปปรุงแต่งผลให้เต่ง โดยเฉพาะในระยะแรกเริ่มปลูกและเริ่มติดผลอย่าให้ขาดน้ำ การปลูกองุ่นเป็นจำนวนมากจำเป็นต้องเตรียมน้ำไว้ให้พร้อม อาจจะขุดเป็นร่องเพื่อกักขังน้ำไว้ เมื่อองุ่นมีผลแก่เริ่มแก่จะสุก ควรงดการให้น้ำหรือให้บ้างเพียงเล็กน้อย
นอกจากนี้ควรหาวัสดุ เช่น หญ้าแห้ง ฟางข้าวคลุมโคนต้น จะเป็นการช่วยลดการระเหยของน้ำในดิน ทำให้ดินมีความชุ่มชื้น

3. ลม
ผู้ปลูกองุ่นส่วนมากมักจะไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องลมมากนัก แต่ถ้าผู้ปลูกในที่โล่งเตียนมีลมจัด จะมีกระทบต่อการปลูกองุ่นเหมือนกัน กล่าวคือ หากมีลมแรง ต้นองุ่นจะโยกคลอนไปตามลม ใบจะขาด ลมจะพัดพาเกสรของดอกปลิวไปที่อื่น ไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้ หรือตัวแมลงที่ช่วยผสมเกสรจะเกาะเกสรไม่ได้ ทำให้เกิดผลน้อย ทางที่ดีควรปลูกต้นไม้อื่นบังลมไว้บ้าง เพราะนอกจากจะบังลมแล้วยังช่วยลดการระเหยของน้ำในดินและอากาศจะมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ

Previous Older Entries

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.